25 ธันวาคม 2552

เผย 10 เรื่องกวนใจใช้มือถือ-เน็ต

สบ ท. เปิด 10 อันดับเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค โวยเรื่องคุณภาพและมาตรฐานบริการมากที่สุด รองลงมาคือเรื่องค่าบริการ ส่วนการสำรวจข้อเสนอพบผู้บริโภค อยากให้ใช้อัตราค่าโทรเท่ากันทุกเครือข่าย ปีหน้าเตรียมติดตามการให้บริการ 3จี และเสนอคิดค่าบริการมือถือเป็นวินาที

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการคมนาคม (สบท.) เปิดเผย 10 อันดับเรื่องร้องเรียนปัญหาโทรคมนาคมปี 2552 ที่เข้ามาถึง สบท. ทั้งที่มาทางโทรศัพท์ 1200 และสายตรงสบท. 02 6346000 และในรูปแบบอื่นๆ ว่า จากการประมวลของหน่วยบริการประชาชน สบท. ระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2552 พบว่า มีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 1,751 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 765 เรื่อง ซึ่งแม้เรื่องร้องเรียนจะน้อยเมื่อเทียบกับผู้ใช้บริการทั้งหมด แต่ก็เป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นจากปี2551 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 334 เรื่อง การรับเรื่องร้องเรียนของปีนี้จึงเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว

เรื่องที่มีผู้ร้องเรียนปัญหาโทรคมนาคมมากที่สุดเป็นเรื่อง คุณภาพและมาตรฐานบริการถึงร้อยละ 45 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด โดยอันดับสอง คือเรื่องค่าบริการผิดพลาดไม่เป็นธรรมร้อยละ 18 ตามด้วยเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว วันหมดอายุของบัตรเติมเงิน การยกเลิกบริการ คิดเป็นร้อยละ 10, 8 และ 5 ตามลำดับ

โดย อันดับที่ 5 เป็นเรื่องค่าต่อคู่สายโทรศัพท์ร้อยละ 4 กรณีข้อมูลการให้บริการไม่ชัดเจน ไม่ครบ ไม่จริง ร้อยละ 3 ความปลอดภัยต่อสุขภาพร้อยละ 2 การเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญา และการเข้าถึงการบริการ ร้อยละ 1

ทั้ง นี้ ผู้ให้บริการที่ได้ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ เอไอเอส จำนวน 315 ราย ทีโอที 303 ราย ฮัทช์ 302 ราย ทรูมูฟ 260 และทีทีแอนด์ที 230 ราย ดีแทค 143 ราย ทรูคอร์ป 66 ทรูดิจิทัล 57 ทริปเปิล ที อินเตอร์เน็ต 51 และ ทีทีแอนด์ทีซับสคริบเบอร์ 50 ราย

โดยผู้อำนวยการ สบท. ย้ำว่า จำนวนรายที่ถูกร้องเรียนนี้ ต้องคำนึงสัดส่วนผู้ใช้บริการในตลาดของผู้ให้บริการในแต่ละรายด้วย ซึ่งในปัจจุบันมีเอไอเอสเป็นผู้ครองตลาดผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์ เคลื่อนที่เป็นอันดับหนึ่ง
   
นอกจากนี้ ยังได้รายงานผลการสำรวจประสบการณ์ในการใช้อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ และความคิดเห็นต่อการขายสินค้า/บริการผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำนวน ตัวอย่าง 4,650 ตัวอย่าง โดยจำนวนนี้เป็นตัวอย่างในต่างจังหวัดร้อยละ 90 และในพื้นที่ กทม. ร้อยละ10 พบว่า ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาการใช้โทรศัพท์โทรออกคือ 25.8 นาทีต่อวัน ระยะเวลารับสาย 30.3 นาทีต่อวัน เฉลี่ยเป็นค่าบริการ 354.51 บาทต่อเดือน

ซึ่ง ปัญหาที่พบจากการสำรวจมากที่สุดคือ สัญญาณขาดหายหรือไม่ดีร้อยละ 56.7 มีการส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอสเข้ามาขายของ 45 สายหลุด 38 วันหมด เงินเหลือแต่โทรออกไม่ได้ 17.5 โทรออกยาก 16.3 เปลี่ยนโปรโมชั่นโดยไม่แจ้งให้ทราบ 7.7 คิดค่าบริการผิดพลาด 7.4 ยกเลิกการใช้บริการไม่ได้ 7.1 เติมเงินแล้วไม่เข้า หรือเข้าไม่ครบ 6.8 และกรณีเงินเหลือ เติมไม่ทัน วันหมด หรือถูกตัดเงิน ร้อยละ 6.5
   
การ สำรวจยังพบด้วยว่า ในกรณีปัญหา ‘วันหมด เงินไม่หมด’ นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากไม่ทราบระยะเวลาการใช้งานก่อนหักเงินถึงร้อยละ 84.3 โดยมีผู้บริโภคที่เคยถูกหักเงินถึงร้อยละ 13.7 มีจำนวนครั้งเฉลี่ย 3.39 ครั้ง จำนวนเงินเฉลี่ย 35.9 บาท
   
ส่วนการสำรวจข้อเสนอ 10 อันดับแรก มีผู้เสนอให้ใช้อัตราค่าโทรเท่ากันทุกเครือข่าย โดยไม่แบ่งช่วงเวลา และไม่มีอัตรานาทีแรกต่างจากนาทีถัดไปมากที่สุด รองลงมาคือ คิดอัตราค่าโทรถูกลง, โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมงทุกเครือข่าย, โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมงในเครือข่าย, จัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่ใช้งานมานาน, ลดค่าบริการให้ถูกลง, ปรับปรุงคุณภาพสัญญาณ, ปรับปรุงการส่งข้อความไม่เหมาะสม, เพิ่มจำนวนวันใช้งาน, มีโปรโมชั่นใหม่ มีคำแนะนำโปรโมชั่นใหม่ และ ไม่จำกัดวันในระบบเติมเงิน
   
ด้านการ ใช้บริการอินเตอร์เน็ตนั้น จากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นคนในต่างจังหวัดถึงร้อยละ 90 ไม่ได้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตถึงร้อยละ 89.6 โดยผู้บริโภคได้ใช้เวลานานเฉลี่ย 97.3 นาทีต่อครั้ง ค่าบริการเฉลี่ยต่อเดือน 789.24 บาทต่อเดือน  อินเตอร์เน็ตขัดข้องเดือนละ 4.55 โดยปัญหาอินเตอร์เน็ตขัดข้องนี้ สำรวจพบถึงร้อยละ 74 ของผู้ใช้บริการ พบปัญหาอินเตอร์เน็ตช้าร้อยละ 66 อินเตอร์เน็ตล่ม 57 และหลุดร้อยละ 50.5
   
ทั้ง นี้ ผู้บริโภคเสนอแนวทางแก้ไข โดยเสนอให้ควบคุมความเร็วให้ได้ตามกำหนดร้อยละ 35.9 ปล่อยสัญญาณให้แรงขึ้น 34.6 ลดค่าบริการตามความเร็วที่ได้รับจริง 14.1 มีศูนย์ให้คำปรึกษา 9.0 และกำหนดความเร็วขั้นต่อ 2M ร้อยละ 5.1

เรื่องการใช้บริการอินเตอร์ เน็ตนี้ นายประวิทย์เปิดเผยว่า ทางผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตทุกรายได้รับเรื่องร้องเรียนเหล่านี้แล้ว และแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคแตกต่างไป บางรายใช้วิธีเพิ่มความเร็วในอัตราค่าบริการเท่าเดิม เป็นต้น

นอกจาก นี้ ผอ.สบท. ยังเปิดเผยทิศทางการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมในปีหน้าว่า เตรียมที่จะผลักดันให้การคิดค่าบริการโทรศัพท์โดยใช้หน่วยเป็นวินาที เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค รวมถึงปัญหาการเข้าถึงบริการ 3จี ซึ่งจะมีบริการโดยทั่วไปและกว้างขวางในปีหน้าว่า ทั่วถึงหรือไม่

01 ตุลาคม 2552

ยังไม่จบกับ ballot screen บนวินโดวส์ 7 ในยุโรป

  • ดูท่าจะยังไม่จบกับกรณื ballot screen บนวินโดวส์ 7 ที่จะวางขายในทวีปยุโรป (ดูข่าวเก่า: ไมโครซอฟท์ยอมให้มี ballot screen ในวินโดวส์ 7 E) โดยคุณ Thomas Vinje ทนายของโอเปร่าและหน่วยงาน European Committee for Interoperable Systems (ECIS)องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างระบบที่ต่างกันและเงื่อนไขทางตลาดของ ICT เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและลูกค้ามีทางเลือก (ซึ่งโอเปร่าเป็นสมาชิกด้วย) ได้ออกมาพูดผ่าน Wall Street Journal หลังจากตรวจสอบข้อเสนอ ballot screen จากทางไมโครซอฟท์ว่า "การที่ผู้ใช้งานต้องยืนยัน ตอบคำถาม และงงกับการแจ้งเตือนมากมายก่อนที่จะดาวน์โหลดและติดตั้งเบราว์เซอร์ได้ เหมือนว่าสิ่งที่จะเพื่อให้ผ่านคณะกรรมการ EC เท่านั้น แต่ใช้การไม่ได้จริง"
    นอกจากนั้นเขายังได้แนะนำว่าแทนที่จะให้ทางเลือกติดตั้งเบราว์เซอร์อื่นผ่าน ballot screen ก็ให้อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ยังคงมีอยู่ได้ แต่ให้มีวิธีการที่ให้อินเทอรเน็ตเอกซ์พลอเรอร์ใช้การไม่ได้ แบบนี้ ballot screen น่าจะติดตั้งเบราว์เซอร์อื่นเข้าไปง่ายกว่าให้ผู้ใช้เลือกเพียงเบราว์เซอร์เดียว แล้วก็ควรทำให้ใช้งานง่าย อาทิ คลิกเพียงไม่กี่คลิกเท่านั้นก็สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งเบราว์เซอร์อื่นได้
    Internet Explorer would remain turned on and that only an additional procedure would allow the user to deactivate IE. So the ballot screen is simply installing another browser in addition to IE rather than offering users a choice of a single browser.
    ส่วนทางมอซิลล่าพูดผ่านบล็อกของที่ปรึกษาของบริษัท คุณ Harvey Anderson ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ว่า ballot screen ตามข้อเสนอยังไม่ดีพอ โดยเขาแนะนำว่าเมื่อโปรแกรมของไมโครซอฟท์จะเปิดเบราว์เซอร์ก็ควรเปิดเฉพาะเบราว์เซอร์ที่ผู้ใช้เลือกเป็นค่าปริยาย (default) ไว้เท่านั้น นอกจากนั้นเขายังมีความกังวลถึง ballot screen เองว่า อาจทำให้อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์กลายเป็นเบราว์เซอร์หลักโดยปริยายซะเอง หากผู้ใช้ปฏิเสธหรือไม่รู้จะใช้มันอย่างไร หรือมีปัญหาในระหว่างการติดตั้งเบราว์เซอร์อื่น และท้ายสุดเขายังบอกว่า ballot screen ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าเบราว์เซอร์แต่ละค่ายนั้นแตกต่างกันอย่างไร
    ที่มา: http://www.blognone.com

"แฮนด์ฟรี+จีพีเอส"สำหรับนักปั่น!!!

  •  ด้วยความที่ iPhone 3GS มีลูกเล่นของคุณสมบัติการทำงานมากมาย ทำให้นักประดิษฐ์หัวใสชาวญี่ปุ่นเกิดปิ๊งไอเดียนำมันมาดัดแปลงให้สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อีกสองสามชิ้น และพัฒนาเป็นระบบนำทางเคลื่อนที่สำหรับนักปั่นจักรยาน โดยใช้ชื่อเรียกว่า "iPhone ARider" สุดยอด!!
iPhone ARider เป็นโปรเจ็กต์ที่ทีมงานทดลองทำขึ้น โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ iPhone 3GS และ"หน้าจอแสดงผลขนาดเล็ก" ที่มากับวิดีโอพกพาชนิดสวมใส่ศีรษะ (HMD: Head-Mounted Display) โดยตำแหน่งของจอจิ๋วจะอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าตรงกับดวงตาพอดี (ในที่นี้ใช้รุ่น T3-A จากบริษัท Scalar Corporation) ทำให้ภาพที่ปรากฎตรงหน้ามีขนาดใหญ่มาก มองเห็นได้ชัดเจน
อุปกรณ์ทั้งสองจะถูกติดเข้ากับหมวกกันน็อค เพื่อใช้เป็น GPS นำทางให้กับนักปั่น ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถปั่นไปได้ทั่วเมื่องโดยไม่ต้องห่วงเรื่องหลงทางนั่นเอง โดยนอกจากจะทำหน้าที่เป็น GPS แล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นโทรศัพท์ที่สามารถรับสายแบบแฮนด์ฟรีผ่านทางบลูทูธได้อีกด้วย ยังไม่หมดนะครับ มันยังสามารถเชื่อมต่อกับ Twitter ผ่านทาง TwitBird Pro สำหรับ iPhone เพื่อแจ้งข้อความที่ได้รับได้อีกด้วย
ในกรณีทีใช้ GPS เมื่อคุณหันศีรษะไปทางไหน แผนที่ที่ปรากฎในหน้าจอขนาดเล็กที่อยู่ตรงหน้าก็จะเคลื่่อนทีตามไปด้วย จุดเด่นของระบบนี้ก็คือ คุณไม่ต้องละสายตาจากถนน เพื่อมองไปยังแผนที่บนหน้าจอไอโฟน แต่สามารถมองผ่านหน้าจอจิ่วได้ทันทีนั่นเอง ว่าแต่ ฟังแล้ว คุณผู้อ่านอยากลองใช้งานระบบ่แบบนี้บ้างไหมครับ? สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของโปรเจกต์คลิกที่นี่ ส่วนคลิปข้างล่างนี้จะเป็นการสาธิตการใช้งานบนถนนในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ที่มา:http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=410036


หุ่นยนต์แปลงร่างเป็นรถ+อุ้มคนได้ด้วย

  •  เช้านี้ขอเริ่มต้นด้วยรายงานข่าวแก็ดเจ็ต (Gadget) จากประเทศญี่ปุ่นกันก่อนเลยนะครับ สำหรับชิ้นนี้เป็นฮิวแมนอยด์ที่มีขนาดตัวสูงเท่าๆ กับเด็กประถมเลยทีเดียว โดยมันมีความพิเศษกว่าหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ที่เคยแนะนำมาก็ตรงที่มันสามารถนอนราบกับพื้น เพื่่อเคลื่อนที่ด้วยล้อได้ ไม่เพียงเท่านั้นมันยังสามารถแปลงร่าง เพื่อยกตัวผู้สร้างขึ้น และเดินได้อีกด้วย...ว้าว!!!
ตอนเห็นเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้พยายามทำตัวเหมือนรถยนต์ทำให้อดนึกถึงการ์ตูนคลาสสิกเรื่อง Turbo Teen ที่พระเอกในท้องเรื่องถูกเครื่องรวมร่างเข้ากับรถซิ่ง เพราะฉะนั้นเขาสามารถแปลงร่างเป็นรถยนต์รุ่น Firebird ได้เมื่อต้องการ อืม...โม้ยิ่งกว่าทรานสฟอร์เมอรส์ (Transformers) อีกนะครับเนี่ย สำหรับใครที่ไม่คุ้นลองดูคลิปข้างล่างนี้ก็ได้ครับ










แต่สำหรับเจ้า OmniZero.9 ของนายทาเคชิ มาเอดะ ไม่เพียงแต่จะสามารถนอนราบกับพื้น เพื่อใช้ล้อขนาดใหญ่ที่หัวไหล่ทั้งสอง และล้อขนาดเล็กที่หัวเข่าในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วแบบรถยนต์แล้ว มันยังสามารถแปลงร่าง เพื่อยกตัวผู้สร้างขึ้น และเดินได้อีกด้วย โดยส่วนลำตัวถึงหัวของมันยังสามารถเปิดขึ้น 90 องศาจมีลักษณะคล้ายเก้าอี้ OmniZero.9 จะย่อเข่าลง เพื่อให้เจ้าของสามารถขยับบั้นท้ายขึ้นไปนั่งบนตัวมันได้อย่างง่ายดาย จากนั้นมันจะยกตัวเจ้าของด้วยการยืนขึ้น และทรงตัวเดินได้เล็กน้อย แม้จะไม่ใช่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็ต้องขอชมว่าได้ใจไปเต็มๆ สำหรับไอเดียการสร้างหุ่นยนต์ที่แฝงไอเดียไว้มากมายเช่นนี้ สำหรับ OmniZero.9 นอกจากจะสาธิตความสามารถดังกล่าวแล้ว มันยังมีภารกิจที่ต้องต่อสู้กับหุ่นยนต์ต่างๆ ในงาน ROBO-ONE ที่จัดขึ้นในญ๊่ปุ่นอีกด้วย!!!


ก่อนหน้านี้ในงาน ROBO-ONE ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2007 ทาเคชิได้เคยพัฒนาหุ่นยนต์ OmniZero.4 ที่มีขนาดตัวเล็กกว่า แต่มีมือก้ามปูที่ทรงพลัง สามารถปีนไดลิง การกระโดดเชือก และพยายามตอกไข่ใส่ขันให้อึ้งไปตามๆ กันได้อีกด้วย



ที่มา:http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=410045

เตือน!!! แอนตี้ไวรัสของ MS ไม่ปลอดภัย

  •  รายงานข่าวล่าสุด ไซแมนเทค (Symantec) บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยชั้นนำออกมาเตือนผู้ใช้ว่า Microsoft Security Essentials (MSE) แอนตี้ไวรัสที่ไมโครซอฟท์เปิดให้ดาวน์โหลดไปติดตั้งใช้งานได้ฟรีตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา อาจทำให้พีซีของผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยง แถมยังระบุอีกว่า แอนตี้ไวรัสแจกฟรีอย่าง AVG และ Avast ยังดีกว่าอีกด้วย
รายงานข่าวที่ออกมาดูเหมือนไซแมนเทคจะรู้สึกร้อนรนกับผลกระทบอันเกิดจากการเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีสำหรับ Microsoft Security Essentials ซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสของไมโครซอฟท์ เนื่องจากทางบริษัทเกรงว่าโปรแกรม MSE จะทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยอ้างว่า ซอฟต์แวร์ดังกล่าวไม่ได้มีระบบป้องกันที่เพียงพอ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดคิดว่า เพียงแค่นี้เครื่องของพวกเขาก็มีความปลอดภัยแล้ว
Mike Plante ผู้อำนวยการอาวุโสจากไซแมนเทค กล่าวโจมตีว่า "ไมโครซอฟท์กำลังทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในความเสี่ยง(มากขึ้น) เนื่องจาก MSE ไม่สามารถป้องกันการบุกรุกของมัลแวร์ได้มากมาย ซึ่งนั่นเท่ากับไมโครซอฟท์กำลังเปิดทางให้อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น" ทั้งนี้ผู้บริหารไซแมนเทคแสดงความกังวลว่า ผู้บริโภคจะไม่ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยทีมากพอ เพื่อไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นตามมา เขายังเชื่ออีกว่า ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามบนเน็ตได้น้อยกว่าแอนตี้ไวรัสแจกฟรีอย่างเช่น AVG และ Avast เสียด้วยซ้ำ "หากเปรียบเทียบการทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสของไมโครซอฟท์ เมื่อครั้งยังเรียกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ว่า OneCare ผลลัพธ์ที่ได้ยังสู้ฟรีแวร์อื่นๆ ไม่ได้เลย" อย่างไรก็ตาม ทางด้านไมโครซอฟท์ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า MSE ที่เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่เมื่อวานนี้ไม่มีความปลอดภัยที่เพียงพอ
ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า ไมโครซอฟท์พยายามเติมเต็มผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุด โดยสามทหารเสือของผลิตภัณฑ์ก็จะประกอบด้วย Windows 7, IE8 และ Microsoft Seurity Essentials ความจริงโอเอสรุ่นใหม่ๆ ของไมโครซอฟท์จะมาพร้อมกับ Windows Defender ในตัวอยู่แล้ว เมื่อรวมกับคุณสมบัติของระบบรักษาความปลอดภัยใน IE8 และเพิ่มปราการเข้าไปอีกชั้นด้วย MSE ซึ่งก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยนั่นเอง ข้อมูลวิจัยจากการ์ทเนอร์เมื่อเดือนมิถุนายนเปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์มีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจผู้บริโภคให้หันกลับมาใช้ซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยของทางบริษัทได้ แต่ทั้งนี้ก็อาจล้มเหลวได้เหมือนกัน หากไม่สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้มาเป็นของตนให้ได้อย่างน้อย 20% ภายในสองปี

ที่มา:http://www.arip.co.th/news.php?id=410055

เน็ตบุ๊ก"Chrome OS"ออกตุลาคมนี้

  •  รายงานข่าวทีว่า กูเกิ้ล (Google) กำลังพัฒนาระบบปฏิบัติการทีมีชื่อว่า Google Chrome OS ไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด ซึ่งในขณะที่ทางบริษัทได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ว่า โอเอสดังกล่าวจะเปิดให้นักพัฒนาได้พรีวิวในช่วงปลายปีนี้ และจะไม่ปรากฎในอุปกรณ์ใดๆ จนกว่าจะถึงปี 2010 แต่ล่าสุดรายงานข่าวจาก Shanzai.com เว็บไซต์ในจีนเปิดเผยว่า อุปกรณ์ที่รัน Chrome OS จะเริ่มวางตลาดกลางเดือนตุลาคมนี้ (ตัดหน้าวันเปิดตัว Windows 7)
อย่างไรก็ตาม กูเกิ้ลยังไม่ได้เปิดเผยชัดเจนว่า ทางบริษัทจะปล่อยเวอร์ชันทดสอบตัวแรกออกมาเมื่อไร? แต่การทีมีข่าวออกมาเช่นนี้ดูน่าจะเป็นการปล่อยข่าวตัดหน้าขโมยซีน Windows 7 มากกว่า เนื่องจากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่จะยังไม่สามารถเริ่มจำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำงานด้วยโอเอสตัวนี้ได้ก่อนการทดสอบจะเสร็จเรียบร้อย
แต่ข่าวในเว็บไซต์ Shanzai.com อ้างว่า Chrome OS จะสามารถติดตั้งให้ทำงานบนคอมพิวเตอร์ที่มาพร้อมกับซีพียูของจีนอย่าง Loongson 2F ซึ่งใช้กับเน็ตบุ๊ก Emtec Gdium Liberty และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แล้ว โดยซีพียูตัวนี้เป็นของบริษัท Academy of Sciences ในประเทศจีน เนื่องจากซีพียูตัวนี้ไม่ได้อยู่ในตระกูล x86 ดังนั้นมันจึงไม่สามารถรัน Windows ได้ แต่จะสามารถทำงานบนระบบปฏิบัติการ Linux หรือโอเอสทางเลือกอื่นๆ ซึ่ง Google Chrome OS ดูจะเหมาะสมมากที่สุด
ทางเว็บไซต์ Shanzai.com รายงานว่า อุปกรณ์ที่ทำงานด้วย Chrome OS จะสามารถเริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาดได้ช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ โดยคาดว่าจะเป็นเน็ตบุ๊กสำหรับอุปกรณ์ตัวแรกที่ออกมา อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวนี้จะชัวร์ หรือมั่วนิ่มคงต้องรอติดตามความคืบหน้ากันต่อไป

ที่่มา:http://www.arip.co.th/news.php?id=410056


Google Wave ของเล่นใหม่จากูเกิ้ล

  •  เชื่อว่า คุณผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของ Google wave มาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้าตาของมันสักที ยังความสงสัยให้เหลือกำลังว่า เจ้า Google Wave ที่ว่านี้มันทำอะไรกันแน่ ล่าสุดทางกูเกิ้ลได้จัดทำคลิปวิดีโอแนะนำเบื้องต้นสำหรับการทำงานของเครื่องมือออนไลน์ตัวใหม่นี้แล้ว
กูเกิ้ล เวฟ (Google Wave) เป็นเครื่องมือออนไลน์สำหรับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ (communication) และการทำงานร่วมกัน (collaboration) ของกูเกิ้ล โดยการทำงานพื้นฐานของเครื่องมือดังกล่าว มันจะทำหน้าทีเป็นไคลเอ็นต์สำหรับการใช้บริการข้อความ (messaging) ที่ผู้ใช้สามารถใส่สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร, วิดีโอ และรูปภาพเข้าไปได้โดยตรงระหว่างที่ทำการสนทนากับสมาชิกในกลุ่มได้ (ดูเหมือนมันจะเป็น IM ที่เก่งมาก โดยสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแชร์สื่อบอกเล่าเก้าสิบกับกลุ่มผู้ใช้ในเครือข่ายได้อย่างง่ายดายด้วยรูปแบบเรียลไทม์)
นอกจากแชร์สื่อข้างต้นแล้ว Google API ของบริการยังเปิดโอกาสให้สามารถแชร์ Social Gadget อย่างเลือกกลุ่มเพื่อน เพื่อชวนมาเล่นแก็ดเจ็ตที่เป็นเกมส์ด้วยกันได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย...เล่าให้ฟังอาจจะไม่เห็นภาพเท่ากับดูคลิปพรีวิวที่นำมาฝากกันนะครับ รับรองว่า คุณต้องชอบเหมือนผมอย่างแน่นอน

ที่มา:http://www.arip.co.th/news.php?id=410057