แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT News แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT News แสดงบทความทั้งหมด

05 ตุลาคม 2555

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 8 วันที่ 26 ตุลาคมนี้


หลังจากที่ Microsoft เปิดให้ทดลอง Windows 8 Consumer Preview สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป และ Windows 8 Developer Preview ออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดได้มีรายงานจากเว็บบล็อคของไมโครซอฟท์ ว่า สตีเวน ไซนอฟสกี ได้เตรียมเปิดตัวระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดของ วินโดวส์ 8 จะเริ่มปล่อยให้ผู้ใช้อัพเกรดวันที่ 26 ตุลาคม 2012 โดยเจ้าตัว Microsoft Windows 8 จะแยกออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ
- การอัพเกรดจากการใช้ระบบปฏิบัติการเดิมของไมโครซอฟท์ เดิมของ Microsoft ได้แก่ Windows 7, Windows Vista และ Windows XP สำหรับค่าอัพเกรดนั้นจะอยู่ที่ ราคา $39.99 หรือประมาณ 1,300 บาทไทย
- การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 8 ลงบนคอมพิวเตอร์ เครื่องใหม่ สำหรับราคาของตัวนี้จะมาพร้อมแผ่น DVD Windows 8 ในราคา $69.99 หรือประมาณ 2,200 บาทไทย
นับว่าทาง Microsoft ลดราคาเจ้าตัว Windows 8 ลงมาอย่างมากเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น XP,Vista,7 ราคาค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันไปมองของละเมิดลิขสิทธ์ ข่าวไอที
ที่มา : http://www.itday.in.th

อีกไม่ถึง 5 ปี “รถอัตโนมัติ” ขับด้วยตัวเองมีใช้แน่ !


เซอร์เกย์ บริน หนึ่งใน 2 ของผู้ก่อตั้ง กูเกิล ยักษ์ใหญ่ที่ครองโลกออนไลน์มายาวนาน เปิดเผยวิสัยทัศน์ว่าด้วย “รถอัตโนมัติ” 
ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่แคลิฟอร์เนียกลายเป็นรัฐล่าสุดที่ประกาศใช้กฎหมายว่าด้วย “ยานพาหนะอัตโนมัติ” ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้การทดสอบการใช้รถที่ขับเคลื่อนได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยคนขับ เป็นเรื่องถูกกฎหมายเป็นรัฐที่ 2 ต่อจากรัฐเนวาดา โดยบรินเชื่อว่า ภายในระยะเวลาอีก 5 ปีหรืออาจจะน้อยกว่านั้น รถที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองดังกล่าวนี้จะมีใช้กันทั่วไปตามท้องถนน
รถที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยตัวมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีคนขับ ใช้เทคโนโลยีหลายอย่างที่มีอยู่ผสมผสานกัน ตั้งแต่ระบบเรดาร์เพื่อตรวจสอบบริเวณด้านหน้าของรถ กล้องวิดีโอเพื่อตรวจสอบบริเวณโดยรอบรถยนต์ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีเซ็นเซอร์ในการตรวจจับความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่จะทำงานร่วมกับสมองกล หรือซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่จะเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนที่และทิศทางของรถยนต์คันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทั้งกฎหมายของ เนวาดาและแคลิฟอร์เนียต่างกำหนดให้จะใช้งานรถขับเคลื่อนอัตโนมัติได้ก็ต่อเมื่อมีคนอยู่หลังพวงมาลัย และพร้อมที่จะเข้าควบคุมรถได้ทันทีอยู่ด้วยเท่านั้น
กูเกิลเป็นบริษัทที่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย เพื่อผลักดันให้มีการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติดังกล่าวนี้มากที่สุด แม้ว่าจะมีอีกหลายบริษัทมากที่กำลังพัฒนาโครงการคล้ายคลึงกันดังกล่าวนี้ ซึ่งรวมทั้ง “คาลเท็ค” หรือสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา โดยรถยนต์ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติรุ่นแรกสุดของกูเกิลเป็น โตโยต้า พรีอุส ไฮบริด และต่อมาก็เพิ่มเล็กซัส อาร์เอ็กซ์ 450 เอช รถอเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์เข้าไปอีกรุ่น เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะมีอีกหลายๆ รุ่นหลายแบบติดตามมา
เซอร์เกย์ บริน ให้ความเห็นเอาไว้ว่า รถที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองมีประโยชน์หลากหลายอย่างยิ่ง แรกสุดนั้นก็คือ เรื่องความปลอดภัยที่สามารถมั่นใจได้ว่ามีมากกว่าการขับรถด้วยมนุษย์แน่นอน และจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ซึ่งเมื่อปี 2010 ในสหรัฐมีผู้เสียชีวิตเพราะเหตุนี้มากถึง 33,000 คน โดยจนกระทั่งถึงขณะนี้ รถขับอัตโนมัติดังกล่าวนี้มีการใช้งานมาแล้วมากกว่า 300,000 ไมล์ โดย 50,000 ไมล์ ในจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นการขับโดยรถยนต์เอง ไม่มีคนเข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้่น สถิติของการเกิดอุบัติเหตุเป็น 0 เพราะครั้งเดียวที่เกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นกับรถทดสอบ เกิดขึ้นในระหว่างที่คนเป็นผู้ควบคุมรถ
นายบรินยังระบุด้วยว่า รถอัตโนมัติทำให้คนที่เดิมไม่สามารถขับรถได้ อย่างเช่นคนตาบอดเดินทางได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งคนที่มีความพิการด้านอื่นๆ หรือคนที่อายุน้อยเกินไป สูงอายุเกินไป หรือบางทีก็เมามายมากเกินไปก็สามารถใช้ประโยชน์จากรถอัตโนมัติได้
สุดท้าย รถที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองนั้นสามารถทำให้การจราจรลดความหนาแน่นลงเหลือน้อยที่สุด ด้วยการเชื่อต่อเข้าด้วยกันเคลื่อนที่ตามลำดับ ทำให้การใช้ท้องถนนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้อาศัยรถขับเคลื่อนอัตโนมัติจะใช้เวลาในการเดินทางทำอย่างอื่นได้ เพื่อประโยชน์ที่เห็นว่าคุ้มค่าสูงสุด ในขณะเดียวกัน รถอัตโนมัติก็จะส่งผู้โดยสารลงตรงจุดหมาย แล้วสามารถไปหาที่จอดได้ด้วยตัวเอง ด้วยการเลือกจุดจอดที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อการขับเคลื่อนครั้งต่อไปอีกด้วย

ที่มา : http://news.nerkoo.com

"ไอบีเอ็ม" เผยโฉม"ซีคัวย่า" ซูเปอร์คอมพิวเตอร์"เร็วที่สุดในโลก"


คอมพิวเตอร์"ซีคัวยา" (Sequoia) ของไอบีเอ็ม (IBM) บริษัทด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ครองตำแหน่งคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลก หรือ"ซูเปอร์คอมพิวเตอร์"  ทำให้ ′เคคอมพิวเตอร์′ ของบริษัทฟูจิตสึ จากญี่ปุ่น หล่นลงมาอยู่ในอันดับที่ 2




นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี  ที่สหรัฐฯกลับมาคว้าตำแหน่งดังกล่าวมาครองได้อีกครั้ง  หลังจากที่ต้องสูญเสียตำแหน่งดังกล่าวให้แก่จีนเมื่อ 2 ปีก่อน

"ซีคัวย่า" จะถูกใช้งานในการสร้างแบบจำลองของอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการทดสอบอาวุธดังกล่าวในโลกแห่งความเป็นจริง ปัจจุบันซีคัวย่า ตั้งอยู่ในห้องทดลองแห่งชาติลอเรนซ์ ลิเวอร์มอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ภายใต้การดูแลของกระทรวงพลังงาน

นายโะมัส แดงกอสติโน จากหน่วยงานความมั่นคงนิวด้านพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ แสดงความมั่นใจว่าซีคัวย่าจะช่วยให้สหรัฐฯดำเนินนโยบายป้องปรามอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ในการคำนวณข้อมูลได้เร็วเท่ากับเวลา 320 ปี ที่มนุษย์กว่า 6,700 ล้านคน ร่วมกันคำนวณด้วยเครื่องคิดเลขต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก แม้ว่าสหรัฐฯจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอีกครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบว่า ในขณะนี้ 10 อันดับแรกของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ อยู่ในสหรัฐฯเพียง 3 เครื่องเท่านั้น เมื่อเทียบกับ 6 เดือนก่อน ที่มีมากถึง 5 เครื่อง   โดยสหรัฐฯครอบครองซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว ขณะที่ จีน และเยอรมนี มี 2 ตัว ส่วนญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และอิตาลี มีประเทศละ 1 ตัว

ซึ่งเมื่อเทียบกับ "เคคอมพิวเตอร์" ของฟูจิตสึ   ซีคัวย่าจะมีความเร็วกว่า 1.55 เท่า และมีระบบปฏิบัติการหรือโปรเซสเซอร์มากกว่า 1.5 ล้านตัว โดยกินไฟเพียง 7.9 เมกะวัตต์ ขณะที่เคคอมพิวเตอร์กินไฟมากกว่าถึง 12.6 เมกะวัตต์

ที่มา : http://www.matichon.co.th


28 กันยายน 2555

ซีอีโอ อินเทล เชื่อไมโครซอฟท์ปล่อย Window 8 ทั้งที่ยังไม่พร้อม


อีกเพียงแค่ไม่กี่วันก็จะถึงช่วงเวลาของการเปิดตัวระบบปฏิบัติการที่มีกระแสข่าวออกมาตลอดช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมากับ Windows 8 แต่ซีอีโออินเทล Paul Otellini กลับเชื่อว่ามันเร็วเกินไปที่จะเปิดตัว โดยซีอีโอคนดัง ได้บอกกล่าวแก่พนักงานระหว่างงานประชุมภายในของบริษัทที่ไต้หวันเมื่อวานนี้ว่า ไมโครซอฟท์จะทำการเปิดตัวไมโครซอฟท์ วินโดว์ 8 ก่อนที่มันจะมีความเสถียรและการปรับปรุงที่สำคัญ

แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ Otellini จะเชื่อว่าเจอเนอเรชั่นต่อไปของระบบปฏิบัติการยังไม่มีความพร้อม แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าไมโครซอฟท์ได้กระทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว สำหรับการจัดส่งโอเอสเข้าคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตเพื่อยกระดับการแข่งขันกับแอปเปิ้ลและเพิ่มยอดขายโดยรวมของพีซีทั้งหมด ซึ่งก็น่าแปลกใจที่คำพูดดังกล่าวออกมาจากปากของ Otellini ซีอีโออินเทล ที่ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับไมโครซอฟท์มานาน แต่ทั้งนี้ อินเทลก็ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เดียวที่ออกมากล่าวถึง Windows 8 ซึ่ง Michael Cherry นักวิเคราะห์จาก Directions ก็เชื่อด้วยว่า ถึงแม้โอเอสจะเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่มันก็ยังต้องการเรื่องของแอพพลิเคชั่นเข้ามาเติมเต็ม นอกจากนั้น เขายังไม่เชื่อด้วยว่า ผู้ผลิตพีซีจะมีเวลาเพียงพอที่จะทำการพัฒนาไดร์เวอร์ฮาร์ดแวร์ ที่ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความเข้ากันได้ระหว่างการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ Windows 8

ที่มา http://www.pantip.com

20 กันยายน 2555

มาแล้ว! ราคาขาย Office 2013 มีสองรุ่นให้เลือกใช้ สนนราคาเริ่มต้นที่ 99 เหรียญฯ


ได้ฤกษ์ประกาศราคาขายชุดแพ็คเกจโปรแกรม Office 2013 และอัตราค่าสมาชิกสำหรับการใช้งานโปรแกรม Office 2013 ผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ สำหรับไมโครซอฟท์ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจ สำหรับตัวซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นออนไลน์ ก็คือการที่โปรแกรมจะถูกอัพเดทบ่อยครั้งกว่าและมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ รวมถึงการอนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนห้าเครื่องหรืออุปกรณ์พกพาสามารถเข้าถึงโซลูชั่นต่างๆ ได้ในราคาเดียว

โดยโปรแกรมเอกสาร Office 365 ที่จะวางจำหน่าย ประกอบด้วยสองเวอร์ชั่นคือ Home Premium และ Small Business Premium สนนราคาเริ่มต้นที่ 99.99 เหรียญฯ ต่อปี (3,000 บาท) และ 149.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปีต่อหนึ่งผู้ใช้ (4,500 บาท) ตามลำดับ โดยทั้งสองเวอร์ชั่นจะมาพร้อมกับโปรแกรมฉบับสมบูรณ์ที่มีอยู่ในเวอร์ชั่น Office Professional ปัจจุบันอย่าง Word, Excel, PowerPoint, OneNote, Outlook, Publisher และ Access ส่วนข้อแตกต่างระหว่างรุ่น Home Premium กับรุ่น Small Business Premium คือ ในรุ่นโฮมจะได้รับพื้นที่สำหรับเก็บเอกสารบน SkyDrive 20 กิกะไบต์และใช้โปรแกรม Skype ได้ฟรี 60 นาทีต่อเดือน ขณะที่ในรุ่น Small Business จะมาพร้อมกับโปรแกรม Lync ที่สามารถประชุมผ่านวีดีโอความละเอียดสูง และ InfoPath นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิในการใช้โปรแกรมออฟฟิศผ่านคอมพิวเตอร์ห้าเครื่องด้วยการลงทะเบียนครั้งเดียวและมาพร้อมกับพื้นที่เมลล์บ๊อกซ์ 25 กิกะไบต์ ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจทดลองใช้งานทั้งสองเวอร์ชั่นฟรีเป็นเวลา 30 วัน ส่วนกำหนดเวลาที่เวอร์ชั่นสมบูรณ์จะวางตลาดจะเป็นเมื่อใดยังไม่มีการระบุ เพียงแต่มีข่าวออกมาว่า กำหนดการอัพเดทโปรแกรมเวอร์ชั่นก่อนหน้าจะมีขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Windows 8 เปิดตัว

ที่มา http://www.pantip.com

18 กันยายน 2555

ข่าวร้าย! Photoshop เวอร์ชั่นต่อไปไม่รองรับ Windows XP



Windows XP นับเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากผู้ใช้และพิสูจน์ด้วยอายุการทำงานที่มากถึง 11 ปี ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2001 ซึ่งก็ผ่านยุคสมัยของการพัฒนาโปรแกรมแต่ละเวอร์ชั่นจากแต่ละค่ายมาอย่างมากมาย ที่ห่างหายไปบ้างก็มี และล่าสุดก็ถึงคราวของโปรแกรมตกแต่งภาพชื่อดังอย่าง Photoshop ที่อะโดบี้ ต้นสังกัดออกมาประกาศว่า Photoshop CS6 เวอร์ชั่นปัจจุบันจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่สนับสนุนการใช้งานร่วมกับ Windows XP

โดยเหตุผลสำคัญสำหรับการยุติการสนับสนุน ทีมพัฒนาระบุว่า เพราะมันเป็นซอฟท์แวร์ที่ต้องการประสิทธิภาพและความไวที่ทันสมัยที่จำเป็นต้องใช้งานควบคู่กับอินเทอร์เฟสกราฟฟิคที่ทันสมัยเช่นกัน ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดอ่อนของ Windows XP ส่วนฟีเจอร์สมัครสมาชิก Creative Cloud สำหรับการเข้าถึง Creative Suite 6 และซอฟท์แวร์อื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 50 เหรียญสหรัฐฯ และคุณสมบัติใหม่ที่จะมาใน CS7 ก็จะไม่ได้สนับสนุนการใช้งานร่วมกับ Windows XP ด้วยเช่นกัน

Source : CNET
ที่มา http://www.pantip.com

ไมโครซอฟท์ใจปล้ำ! แจก 'ของขวัญชุดใหญ่' ให้พนง. รับเทศกาลคริสต์มาส


อีกเพียงไม่กี่เดือน ทั่วโลกก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขหรือเทศกาลคริสต์มาสกันแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการต้อนรับเทศกาลแห่งความชื่นมื่น ไมโครซอฟท์จึงใจปล้ำจัดแจก 'ของขวัญชุดใหญ่' ให้แก่พนักงานประจำทั้งหมด 94,000 คนก่อนใคร ด้วยแพ็คเก็จอุปกรณ์ไอทีที่ประกอบไปด้วยแท็บเล็ต Surface, คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ และสมาร์ทโฟน Windows Phone 8 หรือมีนัยแฝงเพื่้อเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ของการทำงานจากที่บ้านและบริษัท

ทั้งนี้ โดยปกติทั่วไปแล้ว บริษัทจากเรดมอนด์ มีรอบการรีเฟรชอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานทุกๆ สามปี แต่ล่าสุดนี้ มันถูกร่นเวลาให้ไวขึ้นเพื่อที่จะให้ทุกคนได้สัมผัสและเข้าถึง Windows 8 ซึ่งพนักงานจะสามารถเลือกรับอุปกรณ์ได้ระหว่างเดสก์ท็อป, แล็บท๊อป, อัลตร้าบุ๊ค หรือแท็บเล็ต ตามแต่จุดประสงค์การทำงาน และเช่นเดียวกับข้อเสนอสมาร์ทโฟน Windows Phone 8 พนักงานประจำทุกคนยังจะได้รับแท็บเล็ต Surface สำหรับใช้ทำงานทั้งที่บ้านและบริษัท ซึ่งตามเท่าที่แหล่งข่าวรับทราบมา พนักงานผู้โชคดีจะได้รับรุ่น Surface RT รุ่นเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นของรางวัลตอบแทนจากบริษัทไมโครซอฟท์ยักษ์ใหญ่ สำหรับการทุ่มเทการทำงานของพนักงาน สวนทางกับแอปเปิ้ล ที่มีสวัสดิการให้พนักงานเพียงแค่ส่วนลดสินค้าจากราคาปกติเท่านั้น

ที่มา : http://www.pantip.com

14 กันยายน 2555

Intel โชว์เหนือส่งเทคโนโลยี Voice commands ลงอัลตร้าบุ๊คปลายปีนี้



นับเป็นความพยายามอีกขั้นของอินเทลที่จะทำให้อัลตร้าบุ๊ค โน้ตบุ๊คสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากแนวคิดของอินเทลโดยเฉพาะ เข้าสู่ตลาดและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี 'Voice commands' หรือ คำสั่งเสียงที่คล้ายคลึงกับ Google Voice เข้าสู่แพลตฟอร์มของตัวเอง โดย David Perlmutter ผู้จัดการทั่วไปแผนก Intel Architecture Group ได้เปิดเผยถึงฟีเจอร์นี้ที่งานประชุมนักพัฒนาของอินเทลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมกับการระบุว่า พวกเขากำลังทำงานร่วมกับ Nuance ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีเสียงชื่อดัง

และนอกเหนือจากการเปิดเผยรายละเอียดฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว นักพัฒนาอินเทลยังได้ทำการสาธิตแสดงการทำงานของระบบคำสั่งเสียงผ่านเครื่องอัลตร้าบุ๊คของเดลล์ โดยมีการเข้าหน้าเบราเซอร์, ค้นหาผลิตภัณฑ์ที่เว็บ Amazon และคลิกลิงค์เพื่อเล่นเพลง ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดทำงานผ่านการใช้คำสั่งเสียงเท่านั้น สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าวจะมีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกับ Google Voice ที่ผู้ใช้แอนดรอยด์สามารถควบคุมโทรศัพท์และค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้ผ่านการใช้คำสั่งเสียง แต่ความแตกต่างสำคัญของสองระบบคือ ผู้ใช้แอนดรอยด์จะต้องทำการทัชสกรีนก่อนเพื่อเริ่มต้นใช้งาน ขณะที่เทคโนโลยีคำสั่งเสียงของอินเทล ผู้ใช้จะเริ่มต้นใช้งานด้วยคำสั่งเสียงได้ทันที และสามารถทำงานได้บนตัวฮาร์ดแวร์โดยไม่ต้องมีการรีโมทอย่าง Apple Siri สำหรับเทคโนโลยีคำสั่งเสียงเวอร์ชั่นเบต้า คาดว่าจะได้สัมผัสกันในช่วงปลายปี 2012 และจะมาพร้อมกับอัลตร้าบุ๊คทุกรุ่นในไตรมาสแรกของปี 2013

ที่มา http://www.pantip.com

12 กันยายน 2555

บ.น้ำมันซาอุฯ วุ่น ถูกแฮ็คเกอร์โจมตีหนัก กระทบพีซี 3 หมื่นเครื่อง


Saudi Aramco หนึ่งในสิบบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกจากซาอุดิอาระเบีย ต้องประสบกับสภาวะวุ่นวายหลังถูกแฮ็คเกอร์โจมตีระบบเมื่อเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะสั่งการให้บริษัทหกแห่งพร้อมผู้เชี่ยวชาญเร่งตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นและต้นตอของไวรัสที่ทำให้เกิดเหตุละเมิดความปลอดภัยขนานใหญ่ จนเป็นเหตุทำให้พีซีระบบวินโดว์ของบริษัทกว่า 30,000 หมื่นเครื่องติดเชื้อ

ล่าสุด จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มแฮ็คเกอร์ดังกล่าวอาจจะได้รับความช่วยเหลือจากคนในที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพราะโดยปกติแล้ว ระบบเน็ตเวิร์กของ Saudi Aramco จะมีมาตรการป้องกันอย่างแน่นหนาจากภัยโจมตีที่มาจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น แฮ็คเกอร์จึงอาศัยช่องโหว่ที่มีโจมตี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยสูง ส่วนกลุ่มแฮ็คเกอร์ต้นตอที่มีชื่อว่า The Cutting Sword of Justice ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ ด้วยการระบุว่า พวกเขาได้ทำการส่งไวรัสที่มีชื่อ Shamoon เข้าสู่เอกสารที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ของบริษัท เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง เนื่องจากพวกเขาได้พบความลับเกี่ยวกับบริษัทและหวังที่จะใช้เหตุดังกล่าวขมขู่ "ภารกิจหลักของเรายังคงดำเนินต่อได้อย่างราบรื่น" Khalid Al-Falih ซีอีโอบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่กล่าว "แต่อย่างไรก็ดี เราจะหามาตราการป้องกันความปลอดภัยที่มากขึ้นไปอีก"

Source : TechSpot
ที่มา : http://www.pantip.com

กูเกิล เผยโฉม 'แว่นตาไฮเทค' ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกที่งานแฟชั่นโชว์



หลังจากที่เคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการ Google Project Glass หรือแว่นตาอัจฉริยะกันมาสักระยะ ล่าสุด เมื่อวานนี้ บรรดาสื่อมวลชนและเซเล็บบริตี้ทั้งหลายก็ได้มีโอกาสเห็นตัวจริงๆ ของแว่นตาที่ว่ากันแล้วอย่างใกล้ชิดที่งานแฟชั่นโชว์ Diane von Furstenberg (DVF) ที่จัดขึ้นกลางกรุงนิวยอร์กเป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นงานแฟชั่นโชว์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างกูเกิลและแบรนด์หรู DVF ที่มีจุดประสงค์เพื่อผสาเทคโนโลยีเข้ากับเทรนด์แฟชั่นล่าสุด และก็นับเป็นครั้งแรกที่ 'แว่นตาไฮเทค' ถูกเผยโฉมในที่สาธารณะ นอกเหนือจากงานภายในของกูเกิล

"ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่จะนำแว่นตาผสานเข้ากับโลกแห่งแฟชั่นและใช้มันเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีเพื่อให้แต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องแฟชั่น" Furstenberg ดีไซน์เนอร์มือทอง เจ้าของงานกล่าว สำหรับโปรเจ็คพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะจากกูเกิลได้มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ในฐานะอุปกรณ์สวมใส่แสดงผลที่สามารถใช้งานได้เหมือนกับสมาร์ทโฟนและมีการเชื่อมต่อสายตา โดยอุปกรณ์ดังกล่าวถือเป็นความลับสุดยอดที่เกิดขึ้นภายใต้การทำงานของ Google X ซึ่งเป็นทีมค้นคว้าและพัฒนา ส่วนระยะเวลาการวางจำหน่าย คาดว่าน่าจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2014 แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กูเกิลได้ประกาศเปิดให้นักพัฒนาได้สั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับแว่นตาไฮเทคก่อนใคร ที่ราคา 1,500 เหรียญสหรัฐฯ (45,000 บาท) ซึ่งคาดว่าจะจัดส่งได้ในปี 2013

Source : TechSpot
ที่มา : http://www.pantip.com

HP เตรียมเลิกจ้างพนง.เพิ่มอีก 2,000 คน เพื่อหวังเพิ่มกำลังแผนก R&D



ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เอชพีได้ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 27,000 อัตราทั่วโลก หรือคิดเป็น 7% ของพนักงานทั้งหมด อย่างไรก็ดี ล่าสุด เมื่อวานนี้ มีรายงานว่า เอชพีได้ยื่นเอกสารต่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ อีกครั้ง เพื่อขอจำหน่ายพนักงานเพิ่มขึ้นอีก 2,000 อัตรา ส่งผลให้มีผู้โชคร้ายทั้งหมดเป็น 29,000 อัตรา

โดยรายละเอียดของแผนดำเนินงานปี 2012 ของเอชพี มีใจความสำคัญคือการรวมศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์, ลดการจ้างแรงงาน และเพิ่มกำลังในแผนกรีเสีร์จและพัฒนา, ฮาร์ดแวร์และซอฟท์ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า "ประสบความสำเร็จในกระบวนการธุรกิจที่ง่าย มีนวัตกรรมที่แม่นยำและส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีกว่า" แต่อย่างไรก็ดี การเลิกจ้างงานของเอชพีถือไม่ใช่เรื่องแปลก ก่อนหน้านี้ บริษัทต้องประสบกับการพยายามต่อสู้มาเป็นเวลานานก่อนหน้าที่ Meg Whitman จะเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอ อันเนื่องมาจากความผิดพลาดในการดำเนินงานของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

ที่มา : http://www.pantip.com

09 กันยายน 2555

ลือ การมาของ 'iPhone 5' เท่ากับเป็นจุดสิ้นสุดของ 'iPhone 3GS'


การมาถึงของไอโฟนรุ่นใหม่ จะเป็นการผลักดันให้รุ่นที่มีอยู่ก่อนหน้าปรับราคาต่ำลง ในขณะที่ iPhone 3GS อาจจะไม่ถูกนำเสนอโดยแอปเปิ้ลอีกต่อไป รายงานใหม่กล่าวอ้าง

โดยอ้างอิงแหล่งข่าวไม่ระบุ ผู้ซึ่งใกล้ชิดกับตัวแทนร้านค้าปลีก กล่าว หลังจากกว่า 3 ปีที่อยู่ในตลาด แอปเปิ้ลจะทำการปลดเกษียณไอโฟนในรุ่น iPhone 3GS ลงในสัปดาห์หน้า พร้อมกับการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ โดยรายงานยังได้กล่าวถึง 'iPhone 5' อีกด้วยว่า จะมีด้วยกัน 3 ความจุ พร้อมกับจะมี iPhone 4S รุ่นความจุ 8GB ออกมาแทนที่ iPhone 4 ด้วย โดยจะจำหน่ายกันอยู่ที่ราคา 100เหรียญสหรัฐฯ สำหรับในเรื่องของราคาสำหรับแต่ละรุ่นความจุนั้น ก็ยังคงยึดหลักเดียวกันกับโครงสร้างการกำหนดราคาเดิมของแอปเปิ้ล ทั้งนี้ มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจอยู่ที่ ถ้าหากแอปเปิ้ลไม่ตัดสินใจหยุดขาย iPhone 3GS ผู้ใช้ปัจจุบันจะไม่ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง นั่นหมายถึงว่า การมาของ iOS 6 จะมีใน iPhone 3GS ด้วย แม้จะมีการตัดคุณสมบัติบางประการออกไปก็ตาม
ที่มา : http://www.pantip.com/

ข่าวดี! เปิดขาย Wikipad แท๊บเล็ตสำหรับเกม 31 ตุลานี้



ความท้าทายใหม่ของแท๊บเล็ตที่รันด้วยระบบปฏิบัติการยอดนิยมจากกูเกิล จะมาในรูปแบบของแท๊บเล็ตที่พัฒนาขึ้นสำหรับชาวเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะมีสนนราคาเดียวกันกับ iPad หรือ Kindle Fire HD (4G) ขนาด 9 นิ้ว หรือมีราคาอยู่ที่ 499เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น

โดยแท๊บเล็ตเกม Wikipad เปิดตัวครั้งแรกเมื่องาน CES ต้นปีที่ผ่านมา โดยจะเป็นแท๊บเล็ตแอนดรอยด์หน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว (ความละเอียด 1280 x 800 พิกเซล) ที่ถูกออกแบบมาเอาใจคอเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะมาพร้อม gamepad ที่ใช้ในการควบคุมการเล่นเกม โดยเมื่อวันที่ผ่านมา ต้นสังกัดผู้พัฒนาได้ออกมาประกาศถึงกำหนดวันวางจำหน่ายและราคาอย่างเป็นทางการ โดยจะมีราคาอยู่ที่เครื่องละ 499เหรียญสหรัฐฯ และจะเริ่มจำหน่ายในวันที่ 31 ตุลาคมที่จะถึงนี้ พิเศษสุด เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 กันยายนนี้เป็นต้นไป จะมีการเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ผ่านทางร้านตัวแทนจำหน่ายเกมชื่อดัง GameStop และร้านอื่นๆที่ร่วมรายการ โดย Wikipad เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการเติบโตในการพัฒนาอย่างอิสระของเครื่องเล่นเกมคอนโซล นอกเหนือจากค่ายผู้ผลิตที่ผูกขาดอย่าง โซนี่, นินเทนโด้ และไมโครซอฟท์ สำหรับรายละเอียดสเปกตัวเครื่อง จะขับเคลื่อนด้วยพลังจากชิปประมวลผล Nvidia Tegra 3, แรม DDR2 ขนาด 1GB, หน่วยความจำในตัวเครื่อง 16GB พร้อมกล้องด้านหน้า ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และด้านหลัง 8 ล้านพิกเซล โดย Wikipad ยังจะสามารถดาวน์โหลดเกมได้จากร้านค้า Tegra Zone ของ Nvidia, Google Play และแพลตฟอร์ม PlayStation Mobile ได้อีกด้วย และที่สำคัญ ไม่เหมือนกับแท๊บเล็ตแอนดรอยด์โดยทั่วๆไป Wikipad จะมาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานเฉพาะในการควบคุมบังคับเกมด้วย gamepad ซึ่งจะประกอบไปด้วย ปุ่มอนาล็อกสติ๊กซ้าย-ขวา, แพดบังคับทิศทาง (ขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา) และปุ่มเล่นเกมอีก 4 ปุ่ม แบบเดียวกันกับที่พบได้ในอุปกรณ์ควบคุมเกมของ PlayStation 3 หรือ Xbox 360 นั่นเอง
ที่มา : http://www.pantip.com/