27 กรกฎาคม 2555

ไม่ให้ชนะก็ใจดำเกินไปละ :( ชนะเลยครับ

เทพจริงๆ

เหรียญในมือ...บทความดีๆเกี่ยวกับความรัก


เคยได้ยินไหมที่ผู้ใหญ่มักจะบอกว่าถ้าจะรักใคร คิดจะแต่งงานกับใคร 

ถ้าเป็นผู้ชายให้นึกถึงตอนที่ผู้หญิงคนนั้นหน้ามันอยู่ในครัว นั่งเลี้ยงลูก ไม่ได้แต่งหน้า ไม่น่ามอง ถ้าเป็นผู้หญิงให้นึกถึงตอนที่ผู้ชายคนนั้นหัวล้าน อ้วนพุงพลุ้ย นุ่ง กางเกงขาสั้นอยู่กับบ้านไม่หล่อไม่เท่อีกต่อไป 

เรารับได้ไหมเรายังจะรักเขาอยู่ไหม

…เพราะเมื่อถึงตอนนั้นความสวยงาม ภายนอกจะค่อยๆ หมดไป

ความรู้สึกเป็นพิเศษกับคนๆ นี้จะถูกความเคยชินเข้ามาแทนที่

แต่เราจะยังรักเขาอยู่ได้ก็ด้วยความดีในตัวเขา ความเข้าใจ ความเอื้ออาทรต่อกัน…


มีคนเคยกล่าวไว้อีกว่าถ้าจะรักใครสักคนให้พยายามใช้สมองในอัตราที่ใกล้ๆกับการใช้หัวใจ 

อย่ารักจนหลง อย่าให้ความรักทำให้เราตาบอด
ให้มองด้วยสายตาคนภายนอกซึ่งเป็นคนที่ปรารถนาดีต่อเราว่าเขามีความเห็นอย่างไร

การปรึกษาผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนยังคงได้ผลดีอยู่เสมอ…

อย่าหลงคนที่ตอนจีบตอนเพิ่งคบกันเขามาคอยเอาใจ

เพราะไม่มีใครทำอะไรโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน…

ถ้าเราไม่รัก ไม่สนใจเขา ไม่เคยดีกับเขาเลย วันนี้เขาอาจยังอยู่กับเราและดีกับเรา

แต่ถ้าวันหนึ่งเขาเจอคนที่ดีกับเขามากๆ อย่างที่เขาดีกับ เราในวันนี้ เขาจะยังทนเราอยู่ไหม... 

อย่าหลงคนที่วันนี้เขาอดทนกับเราเหลือเกิน เพราะความอดทนทุกคนมีขีดจำกัด…

อย่าหลงคนที่ดีผิดปกติและทำกับเราอย่างคนพิเศษจนน่าใจหาย

เพราะไม่มีใครทำอย่างนี้ในเราได้ตลอดเวลาไปตลอดชีวิต…แต่

ให้เห็นค่าของคนที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเขาพยายามและอยากจะทำอะไรให้เรา

อย่างน้อยก็เกือบๆ เท่ากับที่เขาอยากทำให้ตัวเขา เอง…เพราะคนที่ให้เราได้ขนาดนี้หรือมากกว่านี้ก็คงมีแต่พ่อกับแม่เท่านั้น

ถ้าได้เจอคนแบบนี้ อย่าปล่อยให้ผ่านไป และรู้ไว้ด้วยว่าเราคือคนที่โชคดีที่สุดแล้ว…


ในบางครั้งเมื่อเรารอความรักเรากลับหามันไม่พบ
แต่เมื่อเราไม่ต้องการมันกลับประดังเข้ามาจนตั้งตัวไม่ติด 
ดังคำที่ว่า

Love is something, That can't be predicted,
It comes as a surprise, when you least expect it.

ไม่มีใครรู้หรอกว่าความรักที่แท้จริงจะมาถึงเมื่อไหร่ 
เราจะได้เจอคนๆนั้นเมื่อไหร่ หรือคนๆ นี้ที่เจอจะใช่คนที่เรารอ ไหม

บางคนอาจได้เจอคนๆนั้นตั้งแต่ยังเด็กเป็นเพื่อนเล่นกันมา
ในขณะที่บางคนกลับใช้เวลารอคอยครึ่งค่อนชีวิตกว่าจะได้เจอ

บางคนคิดว่าใช่แน่นอนแล้ว แต่สุดท้ายกลับต้องแยกจากกัน

บางคนรู้จักกันมานานไม่ได้คิดอะไรกลับได้ลงเอยกันในที่สุด…

ความรักไม่ใช่เรื่องของการชั่งน้ำหนักว่าใครดีกว่าใคร แต่เป็นเรื่องของใครเหมาะสำหรับเรามากกว่า 

ความรักขึ้นอยู่กับ โอกาส เวลา สถานการณ์ 

ถ้าคนที่เหมาะสมก้าวเข้ามาในชีวิตเราในเวลาที่เหมาะสม 

เราพร้อมเขาพร้อม 

นั่นก็เป็นโชคของเรา เป็นสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิต…

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คนๆนั้นจะต้องยอมเสียสละ ยอมปรับตัวให้เข้ากับเรา ทำเพื่อเรา 

ในขณะ เดียวกัน 

เราจะต้องเห็นค่าของเขามากพอที่เราจะเสียสละและปรับตัวเพื่อเขาเช่นกัน…


คู่ของใครก็สำหรับคนนั้น… ถ้าคนๆนี้ของเราเขาทำเพื่อเราทุกอย่าง

ถึงเราจะไม่สวย ไม่หล่อ ไม่โดดเด่นกว่าใครๆ 
เขาก็ยังคงมองเราเพียงคนเดียว
ปฏิบัติต่อเราอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
และทำให้เรารู้สึกว่าเรามีค่าสำหรับเขาซะเหลือเกิน....

ถึงตอนนั้นคนรอบข้างเราจะดี จะน่ารัก จะเป็นยังไงไม่สำคัญแล้ว

ไม่ต้องพิจารณาแล้ว... เพราะถ้าเราได้เจอคนที่เหมาะสม ที่เข้ากับเราได้

คนที่เราแน่ใจว่าเขามีค่าสำหรับเราจริงๆ
เราก็ไม่จำเป็นต้องมองใครอีกแล้วในโลกนี้...


ถ้าหากไม่เจอคนๆนั้น หรือไม่เจอคนที่เห็นค่าของเรา
ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะเรามีค่าและเราควรจะ รู้ว่าค่าของตัวเองมีมากเพียงใด...

"เพชร" ไม่ว่าจะมีคนพบหรือไม่ก็ยังเป็นเพชร ธาตุแท้ของเพชรไม่เคยเปลี่ยน 

"เรา" ไม่ว่าจะ ได้เจอคนๆ นั้นหรือไม่ เราควรจะรู้ค่าของตนเอง เห็นค่าของตนเอง และรู้ด้วยว่าคุณค่าของเราไม่เคยเปลี่ยนไปเช่นกัน… เหมือนเหรียญในมือ

ไม่ว่าเราจะอยากดูหรือไม่ ผู้ใหญ่จะแบมือให้ดูหรือไม่
เหรียญก็ยังคงเป็นเหรียญๆ เดิมและค่าของมันก็ ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิมเลย รู้สึกเป็นพิเศษอีก…

คนบิน เทวดา


ข้าวกล่องม่องเท่ง กินสบายแต่แฝงโรคร้าย


ชินอิชิโร เทรายามา - ผู้เอาชีวิตรอดจากมะเร็ง


(จากหนังสือ พลังบำบัด โดย นพ แอนดรูว์  ไวล์, หน้า 147-152)
            ผมจะเล่าประสบการณ์ประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมให้ฟังเป็นตัวอย่างนะครับ  ชินอิชิโร  เทรายามา   เป็นผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของสมาคมการแพทย์องค์รวมแห่งประเทศญี่ปุ่น(Japan Holistic Medical Society)  ผู้เอาชีวิตรอดจากมะเร็งมาได้  โดยการศึกษาแล้ว  ชินเป็นนักฟิสิกส์และเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหาร  ปัจจุบัน ในวัย 58 ปี  ชินมีสุขภาพยอดเยี่ยม  เป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายความร่วมมือด้านการแพทย์องค์รวมระดับนานาชาติ  เป็นที่ปรึกษาของผู้ป่วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคมะเร็ง  และยังเป็นนักเชลโล ที่ฝีมือดีมากคนหนึ่งด้วย  ถ้าดูจากรูปถ่ายของเขาเมื่อสักสิบปีก่อน  ผมคงไม่ชอบเขาอย่างวันนี้ ก่อนที่แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง  เขาดูหดหู่  ไม่น่าคบหาเลย  ไม่เหมือนกับปัจจุบันที่เป็นชายผู้อบอุ่น อ่อนโยน  และมีจิตใจแจ่มใสเบิกบานด้วยความ หลุดพ้น
            เมื่อก่อน  ชินเป็นคนบ้างาน  พร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง  นอนน้อย  ดื่มกาแฟหนักถึงวันละ10-20 ถ้วย  โปรดปรานสเต๊กเนื้อและของหวาน  ไม่มีเวลาแม้แต่จะฟังดนตรีบ้าง
            เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 1983  ชินเป็นไข้นานถึง เดือน  จนนั่งหรือยืนไม่ติดเลย  แต่แพทย์ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ  เดิมทีนั้นชินเป็นคนที่เชื่อมั่นในการแพทย์แผนปัจจุบัน  และวิธีของโรงพยาบาลอย่างเต็มร้อย หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน  ชินปัสสาวะมีเลือดปนออกมาและอ่อนเพลียมาก  เพื่อนคนหนึ่งของเขาเป็นแพทย์แผนตะวันออกที่บำบัดในเชิงแมคโครไบโอติกส์  ได้ลองสังเกตและฝังเข็มดู  แล้ววินิจฉัยว่าคงมีอะไรผิดปกติที่ใดของเขาเป็นแน่  เพื่อนแนะนำให้เขาเลิกกินอาหารแบบเดิมๆให้สิ้นเชิง  แต่ชินไม่ได้ทำตาม  เพราะแพทย์แผนปัจจุบันก็บอกว่าเขาเป็นปกติดี
            ถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงปี  1984  ชินก็อ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนทำงานต่อไปไม่ได้  อยากแต่จะนอนอย่างเดียว  จึงเข้าไปขอตรวจร่างกายเพิ่มเติม    คราวนี้แพทย์บอกว่าชินมีก้อนในท้อง   และเมื่อแพทย์สั่งตรวจโดยวิธีโซโน-
แกรม (การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง) ก็พบว่าไตข้างขวาของชินมีขนาดใหญ่กว่าปกติถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ชินก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไร  จนเมื่อภรรยาและแพทย์เจ้าของไข้ช่วยกันหว่านล้อมให้เขาเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง  คราวนี้แพทย์เอกซเรย์พบว่าที่ไตของเขามีเนื้องอกขนาดใหญ่  แพทย์จึงพยายามกดดันให้เขายินยอมให้ตัดไตข้างนั้นออก  เมื่อชินถามว่าก้อนเนื้อดังกล่าวเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า  แพทย์ใช้คำว่า  ก็ก้ำกึ่ง ซึ่งความจริงก็คือมะเร็งในไตนั่นเอง  ที่ร้ายก็คือมันลามไปที่ปอดของเขาแล้ว
            ธรรมเนียมอย่างหนึ่งของแพทย์ญี่ปุ่นคือ  มักจะไม่แจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าเป็นมะเร็ง  เพราะเห็นว่าจะทำให้ผู้ป่วยคิดมากหรือรันทดใจ  แพทย์ของชินก็เช่นกัน  หลังผ่าตัดแล้ว  แพทย์เจ้าของไข้แจ้งว่าจะให้ยาฉีดป้องกันอาการแทรกซ้อน  1  ชุด  ซึ่งอันที่จริงยาตัวนั้นคือยา คิสพลาทินัม (cisplatinum)  ซึ่งเป็นเคมีบำบัดมะเร็งอย่างแรงตัวหนึ่ง  ชินไม่รู้ตัวเลยว่ายาที่ว่านั้นจะทำให้เขาอาเจียนรุนแรง  เคราและผมก็หงอกและร่วงไปมากมาย  ชิน
-    2    -
จึงไม่ยอมรับยาให้ครบชุด  แพทย์จึงเปลี่ยนวิธีให้เขารับการฉายรังสีเข้าที่บริเวณไต  ซึ่งชินบอกว่าการรับรังสีนั้นเหมือนกับตาก แดดเทียม  หลังจากรับรังสีได้ไม่กี่ครั้ง  เขาก็เพลียยิ่งกว่าเดิม  ได้แต่นอนแบ็บอยู่บนเตียงทั้งวันทั้งคืน  ตกคืนหนึ่งเขาก็ฝันว่ายืนอยู่หน้าหลุมศพของตัวเอง  ชินรู้ตัวแล้วว่าเขาป่วยหนัก  ซึ่งอาจถึงตายได้  ซ้ำร้ายแพทย์ยังปิดบังอยู่ตลอดว่าเขาไม่เป็นอะไรมาก  ถึงตอนนี้ชินมีอาการประหลาดคือ  จมูกไวเกินปกติ
            ผมอยู่ตึกคนไข้บนชั้นสอง  เขาเล่า  แต่ผมได้กลิ่นเขาปรุงอาหารในครัวที่ชั้น 4  ได้กลิ่นกายพยาบาลทุกคน  ที่ร้ายคือ  ผมได้กลิ่นจากผู้ป่วยทั้งหกคนที่อยู่ร่วมห้องโถงเดียวกัน  ผมได้กลิ่นความตายจนทนอยู่ต่อไปไม่ได้  ชินรอจนค่ำลง  แล้วลอบลุกออกไปจากห้องผู้ป่วย  ค่อยเดินตามกลิ่นไปจนถึงดาดฟ้าของตึกคนป่วย  ซึ่งเป็นที่เดียวที่เขาได้กลิ่นอากาศที่สะอาดสดชื่น  จึงสูดเข้าไปเต็มปอด  ในเวลาเดียวกัน เมื่อพยาบาลรู้ตัวว่าชินหายไป  จึงเปิดสัญญาณฉุกเฉิน  เมื่อทีมค้นหาไปเจอตัวเขาอยู่บนดาดฟ้า  ทุกคนสำคัญผิดว่าเขากำลังจะฆ่าตัวตาย  และกำลังจะทำให้โรงพยาบาลเสื่อมเสียชื่อเสียง  จึงพากันรวบตัวเขาลงมาจากดาดฟ้า
            รุ่งขึ้น  แพทย์เจ้าของไข้ตะคอกชินว่า  เมื่อคืนคุณก่อเรื่องเดือดร้อนนะ  ถ้ายังอยากอยู่ที่นี่ต่อไปก็ต้องทำตามกฎ  ไม่งั้นก็กลับไปอยู่บ้านได้เลย  ชินฟังคำหมอราวกับได้ยินเสียงดนตรี  ได้ทีรีบเผ่นออกจากโรงพยาบาลตรงกลับบ้านทันที  แล้วก็รีบไปพบแพทย์ที่บำบัดด้วยอาหารแบบแมคโครไบโอติกส์  ผู้ที่เคยขอให้เขาปฏิรูปเรื่องอาหารการกินเสียใหม่  โดยเริ่มจากกินข้าวกล้องอย่างเดียว 
            นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ  ชินเล่าให้ฟัง
            เช้าวันรุ่งขึ้น  ชินลืมตาขึ้นมาอย่างแปลกใจที่ตัวเขายังมีชีวิตอยู่  บรรยากาศยามเช้าสดใสแช่มชื่นเกินกว่าที่เขาจะนอนต่อไปได้  ชินอยากเห็นพระอาทิตย์เยี่ยมขอบฟ้าจนทนอยู่ไม่ไหว  ต้องไต่บันไดขึ้นไป  8  ชั้น จนถึงดาดฟ้าอพาร์ตเม้นท์ของเขา  ชินนั่งลงมองดูดวงอาทิตย์เยี่ยมพ้นขอบฟ้าของมหานครโตเกียว  ชินบังเกิดความรู้สึกที่ทำให้เขาต้องหลับตาสวดมนต์และนึกถึงคำสอนต่างๆของพระพุทธเจ้า  แสงแดดอ่อนอุ่นกำซาบเข้าสู่ทรวงอกของเขาให้เต็มซ่านด้วยพลังงาน
            ผมรู้สึกว่ากำลังจะมีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น  ผมน้ำตาไหลเลย  เขาพูด  ผมซึ้งใจมากที่ยังรอดชีวิตอยู่  ดวงอาทิตย์เป็นเสมือนเทพของผม  พอขากลับลงมา  ผมเห็นคนในครอบครัวมีรัศมีเรืองรอง  ทุกคนเป็นเทพของผม
            ตั้งแต่นั้นจนหลายสัปดาห์ต่อมา  ชินปฏิรูปอาหารการกินใหม่หมด  และรักษาตัวอย่างเคร่งครัด กิจวัตรที่เขารอคอยคือ  การขึ้นไปรับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณบนดาดฟ้า  อาการของเขายังไม่ถึงกับเป็นปกติคงที่นัก  แพทย์พยายามท้วงติงให้เขาเลิกกินอาหารแมคโครไบโอติกส์แล้วมารับเคมีบำบัดแบบกินทางปากอีกครั้ง  และบังคับให้เขากินเนื้อกินปลามากๆ ชินไม่ยอม  เขาไปลงทะเบียนเข้าบำบัดในสถานบำบัดแห่งใหม่ที่เพื่อนเขาเปิด
 
-    3    -
ขึ้นในเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่น  ชินลงแช่น้ำพุร้อน  กินอาหารบำรุงจากธรรมชาติหลายขนาน  เขาพักผ่อนคลายเต็มที่  เดินออกกำลังไปตามป่าละเมาะเชิงเขา  และกลับมาเล่นเชลโลอีกครั้งหลังจากร้างราไปหลายปี
            อากาศบริสุทธิ์และน้ำสะอาดหล่อเลี้ยงชีวิตผมไว้  ชินระลึกความหลัง  ผมเริ่มรู้สึกถึงพลังธรรมชาติรอบกายและแม้แต่ในตัวผมเอง  ผมเริ่มสำนึกว่าต้นเหตุมะเร็งน่ะอยู่ที่ตัวผมเอง  ผมก่อมะเร็งให้ตัวเองด้วยการทำตัวผิดๆ  เมื่อรู้ตัวอย่างนี้แล้ว  ผมจึงต้องรักมะเร็งในตัวผม  เลิกย่ำยีบีฑาเหมือนกับมันเป็นศัตรูร้าย  มะเร็งอยู่ในตัวผม  ผมก็ต้องรักตัวเองอย่างที่เป็นอยู่นี่ละ
            ทุกวันนี้ชิน เทรายามา  มิได้เป็นเพียงชายผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งเท่านั้น  แต่เขาเป็นคนใหม่  ผู้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองอย่างสิ้นเชิง  เป็นคนใหม่ทั้งรูปลักษณ์  พฤติกรรม  และความรู้สึกนึกคิด  ผมว่าผม มีโชค  ที่ได้ปีนเขากับชิน  ทั้งในญี่ปุ่นและในอเมริกา  ได้นั่งแช่ในน้ำพุร้อนธรรมชาติ  ได้นั่งดื่มด่ำกับการแสดงตนตรี  ได้ฟังคำบรรยายของชิน  และได้ฟังเขาให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่เริ่มรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งด้วย
            “คุณต้องยอมรับมะเร็งนะ  เขาแนะนำผู้ป่วยมะเร็ง  มันก็เป็นเสมือนของขวัญที่ชี้ทางสว่างให้คุณปรับปรุงชีวิตใหม่นั่นเอง
            แพทย์หลายคนคงไม่เห็นด้วยว่ากรณีของชินเป็น  การบำบัดโรคด้วยตนเอง หรอกครับ  เพราะจริงอยู่  ชินผ่านการรักษาครบถ้วน  ทั้งการผ่าตัด  ฉายรังสี  และเคมีบำบัด  และแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการรักษา  วิธีหลังจนครบวาระก็ตาม  มะเร็งที่ไตเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก  โดยเฉพาะเมื่อลามไปที่ปอดแล้ว  ผู้ป่วยที่จะรอดชีวิตไปได้ถึง  ปีมีเพียง เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น  แต่ก็เป็นหนึ่งในมะเร็งหลายชนิดที่สามารถทุเลาหรือหายไปได้เอง  เรื่องที่ผมประทับใจที่สุดคือ  การที่ชินเพียรขึ้นไปรับแสงอรุณบนดาดฟ้าทุกวัน  จนเกิดการแปรผันในระดับจิตวิญญาณ  เปรียบได้เป็นแสงอรุณที่แผ่ซ่านเข้าสู่ทรวงอกและร่างกายของเขา  และประทับใจในถ้อยคำที่ชินสรุปว่า
            “ผมจึงต้องรักมะเร็งในตัวผม  เลิกย่ำยีบีฑาเหมือนกับมันเป็นศัตรูร้าย
            นี่ละครับ  การยอมรับตัวตนอันแท้จริง  คนเราส่วนมากไม่ใคร่จะยอมรับหรือพอใจกับตัวเอง  แต่กลับวางตัวอยู่กับการเผชิญหน้าและเปรียบเทียบไม่รู้จบ  โดยตั้งเจตนาไว้เช่นนั้นเช่นนี้  แล้วพยายามจัดรูปการหรือสภาพต่างๆให้เป็นดังใจหวัง  เล่าจื๊อ มหาปราชญ์แห่งจีนโบราณได้เคยกล่าวไว้ว่า  ทัศนะเช่นนี้ห่างไกลจากปรัชญาการดำเนินชีวิตแบบเต๋าเสียยิ่งนัก  และผู้ที่ยึดติดกับความคิดนี้ย่อมมืดมน
            ดังสายน้ำลัดเลาะหลีกศิลากลางกระแส  จงน้อมรับเหตุการณ์อันพ้นวิสัย  มีคำกล่าวว่า  มีกำลังใจ ย่อมมีหนทาง  แต่จงปล่อยชีวิตไปตามครรลอง จนบั้นปลาย  กำลังใจนั้นหาใช่หนทางไม่  หากต้านครรลองแห่งชีวิต มันย่อมสิ้นลง
            การยอมรับ  จำนน  หรือจนมุม  ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้คำใดก็ตาม  ทุกอย่างคือการเปลี่ยนจุดยืนในจิตใจ  ซึ่งบ่อยครั้งกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะ ไข เข้าไปสู่การบำบัดโรคได้ครับ

แฉ...ระวัง Harddisk External ปลอม!!


อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันสำคัญกว่า


ภาพในบรรทัด 1

วันพรุ่งนี้ อยู่ไกล ยังไม่เกิด
ช่างมันเถิด อย่าร้อน ไปก่อนไข้
วันวานนี้ ตายแล้ว ให้ตายไป
อย่าเอาใจ ไปข้อง ทั้งสองวัน
ถ้าวันนี้ สดชื่น ระรื่นจิต
อย่าไปคิด หน้าหลัง มาคลั่งฝัน
สิ่งที่แล้ว แล้วไป ให้แล้วกัน
สิ่งที่ฝัน ไม่มา อย่าอาวรณ์